เสพย์สากล
News Column Interview Review Songs

Hugo การเดินทาง 6 ปีบนเรือสำราญราตรีอมตะ สู่คอนเสิร์ตปิดฉากไตรภาค

9:06 AM (3 ชั่วโมงที่แล้ว)

แชร์บทความนี้ให้เพื่อนของคุณ

เส้นทางดนตรีของ Hugo ในฐานะศิลปินนับว่าเข้มข้นที่สุด ตั้งแต่การเป็นฟรอนต์แมนของวงสิบล้อ การออกไปลุยกับวงการเพลงตะวันตก มีผลงานเพลงทั้งไทยและสากลอย่างต่อเนื่อง จนมาถึงผลงานล่าสุดอย่างไตรภาค เรือสำราญราตรีอมตะ ที่เขาใช้เวลาสร้างสรรค์โปรเจกต์นี้ทั้งหมดเกือบ 6 ปี

Hugo สร้างจักรวาลของเขาผ่านอัลบั้ม 3 ชุด โดยมีเรือสำราญราตรีอมตะเป็นศูนย์กลาง ซึ่งไม่ได้เป็นแค่ฉากหลังของเรื่องเล่า แต่คือสังคมจำลองที่ล่องลอยอยู่กลางจักรวาล ทุกชั้นของเรือสะท้อนลำดับชนชั้นที่แบ่งแยกผู้คนออกจากกัน และถ้าลองถอดความเป็น sci-fi ออก มันก็คือภาพของสังคมคนเราในวันนี้

หลังจากภาคแรกได้รับกระแสตอบรับอย่างดี Hugo ก็สานต่อเรื่องราวด้วยภาคสอง อีแร้งแห่งจักรวาล ที่เปิดตัวละครใหม่เข้ามาสั่นคลอนความสงบบนเรือ การมาถึงของตัวละครนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ทำให้ละครบนเรือกลางจักรวาลทวีความเข้มข้นขึ้น และพาเรื่องราวไปสู่ทิศทางที่ผู้ฟังคาดไม่ถึง

และล่าสุดกับ "แสงสุดท้ายของโลกใบเก่า" จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่ทำให้ไตรภาคนี้สมบูรณ์ ก่อนทุกเส้นเรื่องจะมาบรรจบกันในคอนเสิร์ต "เรือสำราญราตรีอมตะ ไตรภาค" ของ Hugo ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 8 พฤศจิกายนนี้ ที่ MGI Hall 2 (Bravo BKK)

คอนเสิร์ตนี้เราจะได้ฟังไตรภาคอัลบั้มเหล่านี้แบบสดๆ เพราะไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นศิลปินทำอัลบั้มที่เชื่อมโยงกันด้วยเรื่องราว แล้วนำมาถ่ายทอดเป็นคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบ 

ในโอกาสนี้ เสพย์สากลได้พูดคุยกับ Hugo หรือ จุลจักร จักรพงษ์ ถึงจุดเริ่มต้นและเนื้อเรื่องของเรือสำราญราตรีอมตะ ความหมายของคำว่า "คอนเซปต์อัลบั้ม" ในมุมมองของเขา รวมถึงสิ่งที่แฟน ๆ จะได้เจอในคอนเสิร์ตที่กำลังจะมาถึงนี้

เล่าย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นโปรเจกต์เรือสำราญราตรีอมตะหน่อยครับ

ผมเริ่มคิดเรื่องนี้ตั้งแต่ก่อนโควิดแล้ว และก็เริ่มอัดไว้ตั้งแต่ตอนนั้น เพลงแรกอย่าง ‘เรือสำราญราตรีอมตะ’ จริงๆ มาจากเดโมดนตรีจากช่วงทำอีพีอัลบั้ม Lacuna ช่วงนั้นผมทำเดโมเก็บไว้เยอะมาก เริ่มขึ้นโครงเพลงเอง ทำงานแบบ DIY กับนักดนตรีในวงมากขึ้น มันเลยเหมือนมีวัตถุดิบพร้อมที่จะเดินหน้าต่อ

ส่วนคอนเซปต์นี้มีอยู่ในหัวมาพักหนึ่งแล้ว เพราะผมรู้สึกว่าในอัลบั้ม ‘ดำสนิท’ ผมได้พูดแทบทุกอย่างที่อยากพูดในภาษาไทยไปหมดแล้ว ผมรู้สึกว่าเรื่องภายในตัวเองไม่มีอะไรจะพูดแล้ว เลยอยากสร้างเรื่องเล่าขึ้นมาแทน เพื่อออกจากประสบการณ์ของตัวเอง แล้วใช้จินตนาการใส่ลงไปในประสบการณ์ของตัวละคร ร้องผ่านมุมมองของเขา

เพราะสิ่งที่ยากที่สุดในการทำเพลงไม่ใช่การขึ้นดนตรีหรือการคิดคอนเซปต์ แต่คือการตอบให้ได้ว่าเราจะพูดอะไร และพูดไปทำไม

มีการวางแผนให้เรือสำราญราตรีอมตะเป็นไตรภาคตั้งแต่แรกเลยไหม

ไม่เชิง ชุดแรกเป็นการทดลองครับ หลังจากอีพีอัลบั้ม Lacuna ผมค้นพบรูปแบบการทำงานที่ชอบ และเป็นความถี่ในการทำงานที่ผมพอใจ คือทำทีละ 6 เพลง ไม่ทำ 10 เพลง เพราะทุกเพลงใช้แรง ใช้เวลา แต่คนส่วนใหญ่จะไม่ฟัง 4 เพลงสุดท้าย และพอเอามาเล่นสดก็ไม่ค่อยได้ เพราะไม่มีคนรู้จัก มันเลยกลายเป็นแรงถ่วง และน่าเสียดายเพลงเหล่านั้น

ผมเห็นค่าย G.O.O.D. Music ของ Kanye West ช่วงหนึ่งที่ปล่อย EP 7 เพลง อย่าง Daytona ของ Pusha T หรืออัลบั้มของ Kanye เองก็ 7 เพลง มันดูเป็นฟอร์แมตใหม่ ซิงเกิลก็น้อยไป ก็ทำเป็น EP 6 เพลงนี่แหละ กำลังพอดี

ผมคิดเรื่องฟอร์แมตเยอะมาก ผมสังเกตทั้งตัวเองและคนรอบตัวว่าทุกคนดู YouTube กันเยอะ และคนมีสมาธิฟังพอดแคสต์หรือคอนเทนต์ยาวๆ ได้ ผมเลยไม่แยกเพลง แต่เรียงทั้งหมดต่อกันประมาณครึ่งชั่วโมงเป็นวิดีโอเดียวที่มีภาพเคลื่อนไหว คล้าย Visualizer นั่นแหละคือฟอร์แมตสุดท้ายของมัน

พอปล่อยออกไป มันประสบความสำเร็จเร็วกว่างานอื่นที่ผมเคยทำ ตลาดเข้าใจมันเร็ว ฟังง่ายกว่า ซึ่งก็แปลกดี เพราะผมมองว่าคอนเซปต์มันค่อนข้างประหลาด เป็นเหมือนละครเพลงอวกาศ แต่คนกลับเข้าถึงง่ายขึ้น

งานชุดนี้เริ่มต้นจากการทดลอง แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นงานที่คนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น พี่เล็กมองว่าเป็นเพราะอะไรครับ

ผมมีข้อสงสัยมาตลอดว่า ดนตรีที่ผมทำมันแปลกกว่าที่คนอยากได้นิดหน่อย มีความท้าทายคนฟังอยู่เสมอ ครั้งนี้ผมเลยลองจินตนาการว่า ตลาดเพลงไทยอยากได้อะไรจากผมจริงๆ ซึ่งก็คิดแบบขำๆ ด้วยนะ เพราะเราไม่รู้หรอกว่าเขาอยากได้อะไร แต่ลองเดาดูก็น่าจะเป็นอะไรแบบนภ พรชำนิ ดูหรูหรา ดูเป็นบิ๊กแบรนด์ ดูคลาสสิก เนี้ยบ และแพง

ผมเลยดึงทีมนภ พรชำนิ มาทำ ทั้งหัวหน้าวง Brass Section (เครื่องเป่า) และนักดนตรีในวง กลายเป็นซาวด์ของ ‘เรือสำราญ’ ซึ่งในเชิงการทดลอง ผลที่ได้กลับมาคือมันเวิร์ก คนเข้าใจ นักวิจารณ์ก็เข้าใจ ส่วนผมก็ได้พูดในสิ่งที่อยากพูด ทุกคนแฮปปี้ ไม่มีใครต้องฝืน แล้วก็ต่อด้วยภาคสอง คือ ‘อีแร้งแห่งจักรวาล’

ภาคแรกพี่เล็กให้เรือสำราญราตรีอมตะเป็นศูนย์กลาง เล่าถึงความหรูหราของชนชั้นสูงที่ท่องไปในอวกาศ ในสังคมจำลองที่ล่องลอยอยู่กลางจักรวาล พอมาถึงภาคสอง "อีแร้งแห่งจักรวาล" ทำไมถึงต้องเป็น "อีแร้ง" ครับ

คือภาคหนึ่งเป็นแค่การแนะนำเรือ แนะนำแต่ละส่วน เป็นการปูฉาก แต่ภาคสองต้องมีเหตุการณ์ ต้องมีฝ่ายตรงข้าม ต้องมีอุปสรรคที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

แล้วเรือสำราญเป็นสัญลักษณ์ของอะไร มันคือความหรูหรา บริโภคนิยม อำนาจนิยม คือความเป็นไปได้ของระบบทุนนิยมที่จะสร้างประสบการณ์ล้ำค่า และขยายอำนาจอิทธิพลออกจากโลกไปสู่ดินแดนอื่น มันคือสัญลักษณ์ของอาณานิคม สิ่งที่อยู่ตรงข้ามจึงต้องเป็นผลเสียของอาณานิคม ฝั่งหนึ่งทุนนิยมขนาดนี้ อีกฝั่งก็ต้องตรงข้ามกันสุดทาง

อีแร้งเป็นสัญลักษณ์ของอนาคตที่อยากกลับมาจัดการแก้ไขอดีต ผมจินตนาการต่อว่าเขาคงมองตัวเองเป็นอีแร้ง เพราะทุกครั้งที่ย้อนเวลามาถอนอาณานิคมของมนุษย์ออกจากอวกาศ ก็เหมือนอีแร้งมาเยือน อีแร้งเริ่มบินวนเพราะอะไร เพราะมันได้กลิ่นเน่า หรือรู้ว่าอะไรกำลังจะตาย บางทีอีแร้งอาจรู้ว่าเรากำลังสลายก่อนตัวเราเองด้วยซ้ำ มันจ้องอยู่แล้ว มองลงมาเห็นเมืองที่อยู่ลึกเข้าไปกลางทะเลทราย แล้วรู้ว่า ‘มึงไม่มีน้ำกินหรอก เดี๋ยวรอให้มึงหมดแรงเองก็แล้วกัน กูไม่ต้องลงแรงสู้’ มันคืออีแร้งอวกาศที่ไล่ไปตามดาวต่างๆ แล้วย้อนเวลากลับไปสกัดต้นตอของปัญหาทั้งหมด

พอมีอีแร้งเข้ามา ตัวละครต่างๆ ก็เจอจุดเปลี่ยนใช่ไหมครับ

ในอีกแง่หนึ่ง อีแร้งก็ทำให้ตัวละครบนเรือสำราญราตรีอมตะเปลี่ยนแปลงไปด้วย แต่ในภาคสองกัปตันยังไม่ทันได้เรียนรู้อะไร สัจธรรมของเขาจะมาถึงในภาคสาม สิ่งเดียวที่เกิดขึ้นในภาคสองคือคู่รักจากเพลง ‘เชื่อไฟ’ ต้องเผชิญความจริง ตอนแรกพวกเขาอยู่กับความโรแมนติก แต่ความจริงคือต้องแยกจากกัน

ก่อนหน้านั้น กัปตันพยายามหนีอีแร้งจนจนมุม สุดท้ายต้องสั่งให้ผู้โดยสารสละเรือ แต่ตัวกัปตันไม่มีทางทิ้งเรือ ทั้งโดยนิสัย โดยศักดิ์ศรี และโดยหน้าที่ เขาเลยหันเรือเข้าหาอีแรง เพื่อซื้อเวลาให้ทุกคนที่ดีดตัวออกไปได้ปลอดภัย แต่สุดท้ายก็โดนกวาดไป

จะว่าไปก็อาจมีบางคนก็ตัดสินเร็วไปว่าอีแร้งเป็นตัวร้าย ถ้าดูจนจบจะรู้ว่าไม่ใช่ ไม่มีใครเป็นตัวร้ายหรอก เหมือนชีวิตจริงนั่นแหละ ไม่มีใครมองตัวเองเป็นตัวร้าย แม้แต่คนที่เราตราหน้าว่าเป็นตัวร้าย เขาก็ไม่ได้คิดแบบนั้น

และก็มาถึงจุดสิ้นสุดของไตรภาค ‘แสงสุดท้ายของโลกใบเก่า’ 

ต้นอัลบั้มนี้ทั้งกัปตันและพระเอกหนุ่มที่ชวนสาวขึ้นเรือมาเที่ยว ต่างก็ต้องเผชิญสถานการณ์ตรงๆ ในเพลง ‘อยู่ๆ ก็จบ’ กับ ‘เอาคืน’ จะเห็นว่าผู้ชายสองคนนี้แตกต่างกัน

คนใน ‘อยู่ๆ ก็จบ’ แทบทำใจไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะมันไม่ได้เกิดจากการกระทำของเขา เขาถูกบังคับให้แยกกับแฟนทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด ทุกอย่างคือสถานการณ์นอกตัว เขาพยายามย่อยว่ามันเป็นไปได้ยังไง มันคือความตกใจก่อนจะอกหักจริงๆ

ส่วนกัปตันยังไม่ได้เรียนรู้อะไรจากการสละเรือเลย ในใจมีแต่จะเอาคืนด้วยความแค้น เพราะกัปตันที่ไม่มีเรือก็ไม่ใช่กัปตันแล้ว ตำแหน่งคือทุกอย่างของเขา ผมเลยให้เขายังรับไม่ได้ จะเอาคืนให้ได้ 

จนกระทั่งมาถึง ‘แสงสุดท้ายของโลกใบเก่า’ ที่เขากลับมายังโลกแล้วเห็นความพ่ายแพ้อย่างราบคาบ พวกอีแร้งชนะกองทัพโลกภายใน 5 นาที เพราะเทคโนโลยีล้ำกว่าเป็นพันปี เทียบกันไม่ได้ ไม่แฟร์เลย ใครขัดขวางหรือต่อต้านก็ถูกทำลายหมด เหลือแต่ผู้คนที่รอดอยู่

กัปตันมาถึงพอดี ตั้งใจจะจัดการพวกอีแร้ง แต่อดีตลูกเรือและประชาชนที่อยู่ตรงนั้นเข้ามาห้าม แล้วร้องเพลงนี้ให้เขาฟัง ว่าอะไรที่ปล่อยวางได้ก็ปล่อยเถอะ โลกที่คุณคิดจะเอาคืน จะปกป้อง หรือจะแก้ให้กลับเป็นเหมือนเดิม มันไม่เหลือแล้ว เราไม่ได้ตัดสินว่ามันดีหรือไม่ดี แต่อยากให้กัปตันยอมรับว่ามันจบแล้ว และยังมีโลกใหม่ให้เขาอยู่ ถ้าปล่อยวางตรงนี้ได้

มันสื่อถึงทุกคนที่กำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านของยุค คุณจะต่อต้านก็ได้ คุณมีสิทธิ์นั้น แต่ถ้าคิดจะเข้าร่วม ก็ยังมีที่ให้คุณอยู่นะ นั่นแหละคือเพลง ‘ดีกว่าเดิม’ คือการยอมรับ เป็นสิ่งที่ทั้งกัปตันและหัวหน้าอีแร้งต่างรู้ซึ้งว่า โอเค คนรุ่นเราทำอะไรกันมามากพอแล้ว ปล่อยให้คนรุ่นใหม่สร้างโลกที่เขาอยากเห็นดีกว่า

ส่วนตัวรู้สึกว่าเพลง "ดีกว่าเดิม" ให้ความรู้สึกเปี่ยมความหวัง ในฐานะเพลงช่วงท้ายของอีพี มันชวนให้เราคิดว่าไตรภาคนี้จบลงแบบ Happy Ending

เพลงนี้มีความหวังมากๆ และดีใจมากที่มันจบแบบนี้ เพราะผมขมวดเรื่องไม่ลงอยู่พักหนึ่ง ตามสัญชาตญาณผมจะไปทางดาร์ก คลุมเครือ ไม่ชัดเจน เพราะผมชอบความคลุมเครือ ความขัดแย้ง ความกำกวมมาก แต่ผมเข้าใจว่ามันไม่เป็นมิตรกับเรื่องเล่าที่สนุก เรื่องที่สนุกต้องชัด ทุกคนต้องเข้าใจได้ แล้วคนฟังค่อยไปเติมรสชาติเอง

ผมรู้สึกดีกับงานชิ้นนี้ที่มันเป็นบวก ไม่ได้เป็นแค่เรื่องดาร์กที่เราเอร็ดอร่อยกับความพ่ายแพ้และความโศกเศร้า ผมรู้สึกว่าแอนตี้ฮีโร่มีเยอะแล้ว ลองมีตอนจบแบบฮีโร่ดูบ้าง

ในมุมมองของคนทำงานสร้างสรรค์ เวลาหาทางจบงานตัวเองไม่ได้ มีวิธียังไง

“มันไม่มีวิธีหรอก แค่อย่ารีบ มันจะมีแรงดึงกันตลอดระหว่างโลกความจริงกับสิ่งที่เราอยากให้งานมันเป็น แต่ต่อให้งานจะลึกหรือดีแค่ไหน ถ้ามันไม่เสร็จก็เท่ากับศูนย์ มันยังไม่เป็นอะไรเลยจนกว่าจะเสร็จ บางทีจะทำให้มันเสร็จได้ เราก็ต้องบอกตัวเองว่า ช่างมัน เอาแบบนี้แหละ”

แล้วมีผลงานแบบ “คอนเซปต์อัลบั้ม” ที่พี่เล็กชอบบ้างไหมครับ

คำว่าคอนเซปต์อัลบั้มมันมีพรมแดนไม่ชัดนะ สำหรับผม Blood on the Tracks ของ Bob Dylan ก็เป็นคอนเซปต์อัลบั้ม เพราะทั้งชุดเกาะอยู่ในอารมณ์เดียวกัน แต่ถ้าเอาแบบชัดๆ ก็ Tommy ของ The Who หรือ The Wall ของ Pink Floyd บางศิลปินก็ทำงานเชิงคอนเซปต์ตลอด อย่าง Alice Cooper, Marilyn Manson ส่วน Gorillaz ตัววงคือคอนเซปต์

ผมไม่ได้แสวงหา “คอนเซปต์อัลบั้ม” อะไรขนาดนั้น ขอแค่อัลบั้มมันเยี่ยมและเราได้อะไรจากมัน อย่างซาวด์แทร็กหนังหรือการ์ตูนก็แทบเป็นคอนเซปต์อัลบั้มในตัว อย่าง The Jungle Book ก็ทรงอิทธิพลกับผมมากๆ ส่วนของไทยก็มีอัลบั้มกัมพูชา ของ แอ๊ด คาราบาว งานชุดนี้ผมก็ชอบเหมือนกัน

Sgt. Pepper's Lonely Hearts Club Band ของ The Beatles น่าจะเป็นอัลบั้มที่สอนผมว่ามันไม่ใช่แค่สิบเพลงรวมกัน  แต่เขาตั้งวงสมมุติขึ้นมาแล้วจินตนาการว่าวงนี้จะเป็นยังไง ส่วนที่จุดประกายให้ผมอยากทำแบบนี้คือ Gorillaz กับเอ็มวีอัลบั้ม Discovery ของ Daft Punk

เมื่อต้องเอาเพลงที่มีความอลังการอย่างไตรภาคเรือสำราญราตรีอมตะมาเล่นสด มันมีความท้าทายไหมครับในแง่การทำโชว์

ความท้าทายคือต้องใช้วงใหญ่ขึ้นสองเท่า แพงขึ้นสองเท่า แค่นั้นเอง วงที่ผมเล่นทุกวันนี้มีนักดนตรี 3–4 คน แต่วงนี้ต้องใช้ราว 11–12 คน มีคนจากวงผม 3 คน มือกีตาร์ มือเพอร์คัชชัน นักร้องแบ็กอัพ 3 คน Brass Section อีก 4 และมือไวโอลินอีกหนึ่ง ผมก็ใช้ทฤษฎีเดิม คืออยากฟังเพลงพวกนี้ได้ แค่มันแพงกว่าเท่าตัว

เซ็ตลิสต์จะเรียงตามเหตุการณ์ให้เป๊ะๆ ตอนแรกที่ทำเป็น EP เรื่องยังไม่ชัดในหัวเท่าตอนนี้ แต่พอทำการ์ตูน ทุกอย่างถูกวางและล็อกหมดแล้วว่าอะไรเกิดขึ้นตอนไหน งานภาพเป็นตัวเด่นที่มาคู่กับเพลงตั้งแต่แรก ในคอนเสิร์ตก็คาดหวังได้ ไม่ว่าจะพาร์ทดนตรี วิชวล เราให้ความสำคัญเท่ากัน

สิ่งที่ได้จากการทำงานเรือสำราญราตรีอมตะตลอด 5–6 ปี

อย่างแรกเลย มันทำให้ผมไม่ใช่แค่รู้ แต่เชื่อ ในคุณภาพของบุคลากรในประเทศนี้ มันชัดมากว่าเราไม่แพ้ใคร ที่ต่างคือแค่ปริมาณและความดุเดือดของการแข่งขันในตลาดที่เล็กกว่า แต่ถ้าวัดกันตัวต่อตัว ไม่แพ้ใคร ทั้งงานภาพและดนตรี

โดยเฉพาะการได้ทำงานกับซีกหนึ่งของวงการดนตรีที่ผมไม่ค่อยได้อยู่ และผมอาจแอบมีอคตินิดๆ เพราะผมมาจากสายร็อก ซึ่งวิธีคิดและวิธีทำงานค่อนข้างต่างกัน แต่สิ่งที่ผมได้สัมผัสคือคุณภาพ ทักษะ และพรสวรรค์มันพูดแทนตัวเอง ทั้งระดับและน้ำหนักการเล่นของนักดนตรีแจ๊ส นักดนตรีคลาสสิก และนักดนตรีที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างจริงจัง พอได้อยู่ใกล้ๆ มันปฏิเสธไม่ได้เลย ทำให้สายร็อกต้องเรียนรู้ที่จะถ่อมตัวลง เพราะคุณภาพย่อมเป็นคุณภาพในตัวของมันเอง

คอนเสิร์ต "เรือสำราญราตรีอมตะ ไตรภาค" ของ Hugo จะจัดขึ้นในวันที่ 8 พฤศจิกายนนี้ ที่ MGI Hall 2 (Bravo BKK) บัตรจำหน่ายแล้วทาง https://www.eventpop.me/e/176069/hugo-eternal-night-cruise-trilogy-concert

แชร์บทความนี้ให้เพื่อนของคุณ

Recommended

Chattaraa ร่วมงานกับ Saran เปิดตัวซิงเกิล "เพลงของเรา (Our Song)" แปลเพลง : LISA - Sweat เสียเหงื่อไม่เสียน้ำตา แปลเพลง : LISA - Cobra งูเห่า แปลเพลง : LISA - Tarantino ทารันติโน่ แปลเพลง : LISA - V12 เครื่องแรง

Follow us on

  •  Facebook
  •  Twitter
  •  Instagram
  •  Youtube

ติดต่อเรา

  •  sepsakon@gmail.com

เสพย์สากล

Music in whatever