พูดคุยกับ Mick Jagger แห่ง The Rolling Stones หินแกร่งที่ยังไม่ยอมหยุดกลิ้ง
The Rolling Stones วงระดับตำนานจากอังกฤษ เป็นชื่อที่อยู่ในระดับ Hall of Fame ของวงการเพลง ด้วยเพลงฮิตระดับคลาสสิก สมาชิกที่เปี่ยมด้วยคาริสม่า เรื่องราวร็อกแอนด์โรลสตาร์ และมักเป็นชื่อแรกที่ถูกนำไปเปรียบเทียบกับ The Beatles
เรื่องความชอบระหว่างสองวงนี้ถือเป็นเรื่องปัจเจก แต่หากพูดกันตามข้อเท็จจริง หนึ่งในสิ่งที่ The Rolling Stones ทำได้ในแบบที่ The Beatles ทำไม่ได้ คือการที่วงยังคงยืนหยัดมาจนถึงปัจจุบัน ยังคงออกทัวร์ และทำอัลบั้มใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง ราวกับว่าไฟแห่งความเป็นศิลปินในตัวพวกเขายังลุกโชนไม่ต่างจากยุค 60s
มาจนถึงวันนี้ The Rolling Stones เพิ่งปล่อยอัลบั้มล่าสุดอย่าง Foreign Tongues สตูดิโออัลบั้มลำดับที่ 25 ของวง โดยมี Andrew Watt รับหน้าที่โปรดิวเซอร์ ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่เคยทำอัลบั้มก่อนหน้านี้อย่าง Hackney Diamonds
ไฮไลต์ของอัลบั้มนี้ยังมีศิลปินรับเชิญมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Steve Winwood, Robert Smith (The Cure), รวมถึง Paul McCartney แห่ง The Beatles ที่กลับมาร่วมงานในเพลง "Hit Me in the Head"
เสพย์สากลมีโอกาสได้พูดคุยสั้นๆ แต่เปี่ยมไปแรงบันดาลใจกับ Mick Jagger นักร้องนำของ The Rolling Stones ถึงอัลบั้ม Foreign Tongues และเรื่องราวของการยืนหยัดในอุตสาหกรรมดนตรีที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
สวัสดีครับ ผมมาจากเสพย์สากลเป็นสื่อดนตรีที่กรุงเทพฯ ครับ
คุณเป็นคนกรุงเทพเหรอ ผมเคยไปเที่ยวกรุงเทพฯ มาหลายครั้ง จำได้ว่าครั้งแรกคือปี 1970 ไม่ใช่ไปเที่ยวแค่กรุงเทพฯ ตอนนั้นผมบินต่อไปเชียงใหม่ด้วยเครื่องบิน DC-3 มันเป็นเครื่องบินใบพัดล้วน ช่วงนั้นเชียงใหม่แทบไม่มีนักท่องเที่ยวเลย จำได้ว่าผมสนุกมาก
ดีใจที่ชอบครับ หวังว่าคุณจะได้กลับมาเที่ยวเมืองไทยอีกในเร็วๆ นี้นะครับ
แน่นอนสิ อยากกลับไปอีกจริงๆ ตั้งตารอเลย
Foreign Tongues เป็นอัลบั้มลำดับที่ 25 ของ The Rolling Stones มีไม่กี่ศิลปินบนโลกที่คลังอัลบั้มมากมายขนาดนั้น คุณยังมีความรู้สึกตื่นเต้นไหมก่อนที่อัลบั้มจะออกมาให้แฟนๆ ได้ฟัง
ผมยังตื่นเต้นอยู่เสมอ เพราะเราใช้เวลาค่อนข้างมากในการแต่งเพลง เข้าสตูดิโอ แล้วก็ทำให้มันดีขึ้นด้วยการอัดทับในส่วนต่างๆ จากนั้นก็ทำปกอาร์ตเวิร์ก ทำมิวสิกวิดีโอ เตรียมงานทั้งหมดนี้ โดยที่ยังไม่มีใครเห็นหรือได้ยินอะไรเลยสักนิด
แล้วครั้งแรกที่เราเริ่มเปิดเพลงให้คนฟัง อาจจะเป็นเพื่อนๆ ก่อน คุณจะรู้ได้เองว่าพวกเขาชอบจริงไหม ต่อให้ปากบอกว่าชอบ แต่ลึกๆ อาจจะไม่ใช่ก็ได้ พวกเราก็มองออกแหละ และพอเพลงออกไปสู่ทุกคนจริงๆ นั่นแหละคือช่วงที่น่าตื่นเต้นที่สุด สำหรับผมมันยังคงน่าตื่นเต้นเสมอ
หนึ่งในสิ่งที่ผมชอบที่สุดในอัลบั้มนี้คือเสียงร้องของคุณ ที่ยังคงเปี่ยมไปด้วยอารมณ์และแพสชันเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน
ขอบคุณ ผมสนุกกับการร้องเพลงในอัลบั้มนี้มาก ผมใช้เวลานานพอสมควรนะ เพราะเวลามีเพลงใหม่ เรามักคิดว่าเข้าใจมันแล้ว แต่พอฟังอีกรอบ วันต่อมาก็จะรู้สึกว่า "เราทำได้ดีกว่านี้" เพราะเข้าใจเพลงมากขึ้น ตอนแรกผมแค่ร้องให้ถูกต้องก่อน แต่พอเข้าใจมันดีขึ้น ก็จะใส่อารมณ์ได้มากขึ้น หรือปรับบางจุดให้น่าสนใจขึ้น
พูดง่ายๆ คือ เราค่อยๆ เรียนรู้เพลงของตัวเองไปเรื่อยๆ ตอนอัดเสียงร้อง ซึ่งปกติเป็นขั้นตอนสุดท้ายอยู่แล้ว เลยมีเวลาเยอะ ไม่ต้องรีบ โดยรวมแล้วผมสนุกกับการอัดเสียงร้องมาก
ในอัลบั้มนี้พวกคุณยังได้ร่วมงานกับ Paul McCartney แห่ง The Beatles ในเพลง "Hit Me in the Head" พูดถึงเพลงรี้ให้เราฟังหน่อยครับ
เพลงนี้ดีมากๆ และต่างจากเพลงที่เขาทำในอัลบั้ม Hackney Diamonds เพลงนั้นเกือบจะเป็นแนวพังก์ ส่วนเพลงนี้ออกไปทางเมโลดิกและฟังก์กี้มากกว่า
ตอนแรกผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าพอลจะทำอะไรกับเพลงนี้ แต่ด้วยความที่เขาเป็นมือเบสที่เก่งมาก เขาปรับสไตล์ได้ง่ายและเข้ากับเพลงได้ดีจนน่าเหลือเชื่อ ที่สำคัญคือเขาชอบเพลงนี้มากด้วย ผมเลยคิดว่าเขาทำออกมาได้ดีจริงๆ
ยุคที่ The Rolling Stones แจ้งเกิดในทศวรรษ 1960 นั้นแตกต่างจากสมัยนี้อย่างสิ้นเชิง ไม่มีโซเชียลมีเดีย ไม่มี YouTube, TikTok หรือ Spotify แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้พวกคุณโดดเด่นขึ้นมาได้ในยุคนั้น
คุณรู้ไหม มันต่างจากตอนนี้อย่างที่คุณพูด แต่ในบางมุมมันก็เหมือนเดิม คุณต้องทำอะไรที่แตกต่างจากคนอื่น แล้วคุณต้องดูแตกต่างจากคนอื่นด้วย มันคือการสร้างภาพลักษณ์ของตัวเองที่แตกต่างออกไป ถ้ามีวง 10 วง คุณต้องเป็นวงที่ดีที่สุด เป็นวงที่มีเพลงดีที่สุด เป็นวงที่มีเสื้อผ้าดีที่สุด แฟชั่นเป็นส่วนสำคัญมาก เสื้อผ้าที่คุณใส่ก็สำคัญมาก ทรงผมของคุณก็สำคัญ สิ่งเหล่านี้สำคัญมาโดยตลอด แม้แต่ก่อนที่จะมีโซเชียลเน็ตเวิร์ก
ดังนั้นคุณต้องสร้างอะไรบางอย่างที่แตกต่างจากคนอื่น คุณต้องแตกต่าง อย่างเราก็ไม่เหมือน The Beatles ไม่จำเป็นต้องสุภาพเหมือนพวกเขา คุณใส่เสื้อผ้าที่ต่างออกไป เพลงของคุณก็ต่างออกไป ดังนั้นมันมีเรื่องการสร้างภาพลักษณ์เยอะมากในยุคแรกๆ นั้น
และมันก็ยังเป็นแบบนั้นสำหรับศิลปินยุคนี้ ถ้าคุณเป็นศิลปินหน้าใหม่ คุณต้องมีอะไรสักอย่างที่ทำให้คนสังเกตเห็น ไม่ว่าจะเป็นเพลงที่ฟังดูแปลกใหม่ ลุคที่น่าทึ่งจนไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน หรือทำอะไรบางอย่างที่บ้าบิ่น สิ่งเหล่านี้ยังคงเหมือนเดิม มันแค่ถูกขยายให้ใหญ่ขึ้นด้วยเทคโนโลยีและโซเชียลเน็ตเวิร์กเท่านั้น
เห็นด้วยครับ และถึงแม้แพลตฟอร์มออนไลน์จะช่วยให้เพลงของศิลปินยุคใหม่เข้าถึงผู้ฟังได้ง่ายขึ้น แต่การแข่งขันก็สูงขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน ในฐานะศิลปินที่ผ่านจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรมดนตรีมาตั้งแต่ยุค 60s จนถึงปัจจุบัน คุณพอจะมีคำแนะนำอะไรให้กับศิลปินยุคนี้บ้างไหมครับ
ความมหัศจรรย์เกี่ยวกับดนตรีคือ ตอนเริ่มต้นคุณไม่จำเป็นต้องมีคนเยอะเลย แค่ตัวคุณเอง หรืออาจจะมีเพื่อนช่วยอีกคนก็พอ คุณก็ทำเพลงที่บ้านได้แล้ว
พอทำเสร็จก็ลองปล่อยออกไป บางทีอาจไม่มีใครสนใจเลย แต่ก็มีหลายเคสที่คนทำเพลงเอง แล้วจู่ๆ พอโพสต์เพลงไปก็ดังขึ้นมาเฉยๆ แค่จากการบอกต่อกันปากต่อปาก จนค่ายเพลงใหญ่มาสนใจ เพราะตอนนี้คุณมีโอกาสปล่อยเพลงได้ด้วยตัวเอง
สมัยก่อนทำแบบนี้ไม่ได้เลยนะ จะกระจายเพลงเองมันยากมาก ต่อให้มีค่ายอินดี้เล็กๆ ก็ยังต้องทำเป็นสินค้าจับต้องได้จริงๆ อยู่ดี ตอนนี้มันง่ายขึ้นเยอะ
แต่ปัญหาคือตลาดเพลงมันแออัดมาก คนทำแบบนี้กันเยอะ มันเลยแข่งขันสูง แล้วก็ต้องระวังด้วยนะ เพราะมีคนที่อยากเอาเปรียบเยอะ พวกที่สัญญาทุกอย่างแต่สุดท้ายไม่ให้อะไรเลย แถมยังโกงเงินเราไปอีก
เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นตลอดเวลา เกิดขึ้นกับทุกคน แต่รู้อะไรไหม คุณต้องเชื่อใจบางคน แต่คุณไม่สามารถเชื่อใจทุกคนได้